Jacob Faergemand , Jamie Hunt, Benoit Mathieu, Chris Ganer
แปลโดย สำนักงานข่าวเทคโนโลยีประเทศฝรั่งเศส
เรียบเรียงโดย พรรณทิพย์ ห่อศรีสัมพันธ์
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารจำเป็นต้องผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพด้านต่างๆ หลายประเภท มาตรฐานเหล่านี้ต่างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจถึงความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย อย่างไรก็ดี ยังมีผู้คนอีกมากที่เห็นว่ามาตรฐานดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างชัดเจน หากแต่สร้างความสับสนและความลังเลแก่ผู้บริโภค
หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดความรู้สึกกังวลมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้จะกล่าวถึงมาตรฐานที่สำคัญในวงการอุตสาหกรรมอาหาร และทำการวิเคราะห์ว่ามาตรฐานแบบใหม่ที่สถาบัน
มาตรฐาน ISO กำลังพัฒนาอยู่นั้น จะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารเพียงใด
วัตถุประสงค์หลักของมาตรฐานนั้น ได้แก่ การช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เมื่อผู้ผลิตอาหารหรือผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐาน มาตรฐานดังกล่าวจะเป็นหลักฐานสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมในการให้ข้อมูลว่า ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ผลิตตามกระบวนการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัย
มาตรฐาน ISO 9001 เป็นมาตรฐานระบบการจัดการที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกอาจจะเพียงพอต่อการรับรองมาตรฐาน
แต่ปัจจัยบ่งชี้หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มาตรฐาน ISO 9001 นั้นไม่น่าจะเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ก็คือ การที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
ต่างก็มีการพัฒนามาตรฐาน ISO 9001 ในรูปแบบของตนเองขึ้นมา โดยมีการเสริมข้อกำหนดเฉพาะด้านเข้าไป เช่น ข้อกำหนด TSI6949 สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์
และ AS/EN/JISQ 9100 สำหรับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ เป็นต้น บางคนอาจแย้งได้เช่นเดียวกันว่า อุตสาหกรรมอาหารก็มีลักษณะเฉพาะตัวเช่นเดียวกัน
ดังจะเห็นได้จากการจัดตั้งระบบ HACCP (Hazard analysis critical control point หรือระบบการวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤต ) ระบบ HACCP นั้นได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติ เจ้าพนักงาน และผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหาร บุคคลเหล่านี้เห็นว่าระบบ HACCP เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการบริหารจัดการและควบคุมอันตรายในอาณาบริเวณที่มีการแปรรูปอาหาร ขณะนี้สถาบันมาตรฐาน ISO
กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาระบบ HACCP ระดับสากล (ISO 22000) ซึ่งจะทำให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
มาตรฐานสารพันที่ไม่เคยพอ
แล้วเหตุใดจึงยังต้องมีมาตรฐานอาหารเฉพาะด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งๆ ที่มีมาตรฐานที่อยู่บนพื้นฐาน ISO 9001 และโปรแกรม HACCP อยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการอาจขอใบรับรองมาตรฐานองค์กรผู้ค้าปลีกอังกฤษ (British Retailer Consortium: BRC) หรือมาตรฐานอาหารสากลเยอรมัน
(German International Food Standard: IFS) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทางผู้ผลิตจะต้องได้รับก่อนที่จะขายสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกในประเทศที่ระบุไว้ ส่วนผลิตภัณฑ์นั้นสามารถนำไปขอรับรองมาตรฐาน EurepGAP (Good agricultural practice) หรือรับรองว่าปลอดจี เอ็ม โอ หรือเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการเลือกขอรับรองมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะด้านของลูกค้าหรือผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
จากการที่มีมาตรฐานต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ผลิตอาหารและผู้จัดจำหน่ายจึงมักจะประสบความยุ่งยากและสับสนกับการหามาตรฐานรับรองให้กับสินค้าและการผลิตของตนในการส่งไปขายยังตลาดเป้าหมาย ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งตลาดมีความเป็นสากลมาเท่าไร การเรียกร้องให้มีใบรับรองมาตรฐานก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในการทำความเข้าใจว่ามาตรฐานสำคัญๆ เหล่านี้สามารถนำไปใช้ในกรณีใดและด้วยเหตุผลใดนั้น ก่อนอื่นเราควรพิจารณาจากห่วงโซ่การผลิตอาหารในแบบ
ไร่นาสู่โต๊ะอาหาร เสียก่อน แผนภูมิที่ 1 แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานสำคัญๆ ที่นำไปใช้ในห่วงโซ่การผลิตขั้นต่างๆ ส่วนด้านล่างนั้น แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานที่สามารถนำไปใช้กับทุกห่วงโซ่การผลิต ( มาตรฐานแบบไขว้ หรือ transversal)
มาตรฐาน EurepGAP
มาตรฐาน EurepGAP อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การ Food Plus กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น ในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานที่ดีในการประกันคุณภาพ
ผลผลิตจากฟาร์ม มาตรฐาน EurepGAP มีความยืดหยุ่นในการเทียบเคียงกับระบบมาตรฐานท้องถิ่นมากกว่ามาตรฐานใหญ่ๆ ที่มีอยู่ เหตุนี้เองจึงทำให้มาตรฐาน
EurepGAP เป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกันก็กำลังมีการพัฒนาระบบประกันคุณภาพสำหรับภาคการผลิตที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งจะมีรายละเอียดมากขึ้นและระดับการประกันคุณภาพก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะนี้ มาตรฐาน EurepGAP มีระบบประกันคุณภาพสำหรับปศุสัตว์
และผลิตภัณฑ์ประเภทของสด เป็นต้น
AG 9000
AG 9000 เป็นระบบรับรองคุณภาพอาหารจากสหรัฐอเมริกาที่กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนา ใช้ในการประกันคุณภาพเมล็ดธัญพืชจากเมล็ดสู่ไซโล โดยมีเป้าหมายในการสร้างมาตรฐานให้กับช่วงหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตอาหารเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับห่วงโซ่ที่อยู่ถัดไปในวงจรการผลิต ขณะนี้
การพัฒนากำลังอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น และอาจมีการร่วมมือพัฒนากับคณะกรรมการเทคนิคหรือคณะทำงานมาตรฐาน ISO ที่กำลังพัฒนามาตรฐาน ISO 22000
มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์
เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการออกข่าวว่า ฉลากบรรจุภัณฑ์ของอาหารบางชนิดอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ( ยกตัวอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้คำว่า อาหารพื้นบ้าน นั้น อาจจะผลิตจากโรงงานภายในนิคมอุตสาหกรรมก็เป็นได้ ) ข่าวดังกล่าวทำให้ผู้คนหันมาสนใจที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงมากขึ้น โดยอาศัยจากการดูว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านการรับรองจากองค์กรตรวจสอบและรับรองมาตรฐานอิสระหรือไม่
สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นสินค้าที่สำคัญอีกประเภทที่มีการเคลื่อนไหวให้มีการตรวจสอบมาตรฐานอย่างจริงจัง โดยระบบรับรองมาตรฐานดังกล่าวจะตรวจประเมิน
ตรวจสอบ แหล่งที่มาของการผลิตเพื่อให้แน่ใจว่าวัตถุดิบและส่วนผสมนั้นมาจากแหล่งกำเนิดที่เป็นเกษตรอินทรีย์ เพื่อที่จะสามารถรับประกันได้ว่า
ผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายนั้นเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์จริง
สินค้าเกษตรอินทรีย์หลักๆ ที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ได้แก่ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และต้น เรพ
มีการให้ความสำคัญกับระบบบริหาร เช่น นโยบาย การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการฝึกอบรม โดยเน้นเป็นพิเศษในด้านวัตถุดิบ
การนำเข้าวัตถุดิบมายังโรงงาน การสอบกลับ (Traceability) การควบคุมการผลิต การเก็บสต็อกสินค้า การขนส่ง การสุ่มเก็บตัวอย่างและการตรวจวิเคราะห์
มาตรฐาน BRC
ผู้ค้าปลีกที่ต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนต้องการให้ตัวแทนจำหน่ายของตนได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรม องค์กรผู้ค้าปลีกอังกฤษ หรือ BRC
จึงพัฒนามาตรฐานหลักๆ 2 มาตรฐานเพื่อมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ มาตรฐานอาหารสากล สำหรับผู้ผลิตสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าของตนเอง
และมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ สำหรับวัสดุที่จะนำมาใช้ในการทำบรรจุภัณฑ์
มาตรฐานเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ค้าปลีกในการปฏิบัติตามข้อบังคับทางกฎหมายและปกป้องผู้บริโภค โดยการกำหนดกฎเกณฑ์พื้นฐานในการตรวจสอบบริษัทผู้ส่งสินค้าอาหารที่มีเครื่องหมายการค้าที่จำหน่ายแก่ผู้ค้าปลีก ส่วนประกอบสำคัญของมาตรฐานนี้ คือ
- ต้องผลิตภายใต้มาตรฐาน HACCP
- เอกสารรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ QMS
- มาตรฐาน GMP (good manufacturing practices) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และบุคลากร
ในสหราช อาณาจักร มาตรฐาน BRC ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี สำหรับตัวแทนจำหน่ายในยุโรปจำนวนมากเลือกที่จะรับประกันคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหารด้วยการขอรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และ HACCP ผู้ผลิตสินค้าอาหารยุโรปเหล่านี้จำเป็นต้องขอรับรองมาตรฐาน BRC หรือ IFS หรือมาตรฐานอื่นที่เหมือนกันเพิ่มเติม โดยต้องใช้วิธีสร้างระบบบริหารที่วางอยู่บนพื้นฐานระเบียบหรือกฎเกณฑ์ที่มีลักษณะร่วมของมาตรฐานต่างๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า บริษัทรับรองมาตรฐานสามารถสร้างประโยชน์ในเชิงมูลค่าให้กับลูกค้า เนื่องจากผู้ตรวจสอบสามารถนำความรู้และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับมาตรฐานต่างๆ ไปปรับใช้ให้ตรงกับความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี
มาตรฐาน IFS
IFS เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นมาโดย Hauptverband des Deutschen Einzelhandels (HDE) ประเทศเยอรมัน
โดยเป็นมาตรฐานระบบรายงานสำหรับทุกบริษัทที่ผลิตและ / หรือแปรรูปอาหาร มาตรฐานดังกล่าววางอยู่บนพื้นฐานการใช้รายการตรวจสอบและ
Scoring matrix ข้อกำหนดหลักๆ ของมาตรฐาน ได้แก่
- การระบุจำนวนจุดวิกฤติ (Critical control point) ที่จำเป็นต่อการควบคุมตรวจสอบและสามารถดำเนินการควบคุมตรวจสอบได้
- การใช้ระบบติดตาม หรือ CCP monitoring ด้วยการจดบันทึกอย่างละเอียดชัดเจนและสม่ำเสมอ
- ระบบบริหารจัดการที่ประกันว่าพนักงานรู้ซึ้งถึงหน้าที่รับผิดชอบของตนและมีการวัดประสิทธิภาพในการทำงาน
- ระบบสอบกลับของผลิตภัณฑ์
- การใช้มาตรการแก้ไขป้องกัน
เร็วและดี นี่คือ มาตรฐานบริการ
มาตรฐานที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นมาตรฐานสำหรับผู้ประกอบการผลิตอาหารเป็นหลัก ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึง มาตรฐานสำหรับผู้ค้าปลีก การค้าปลีกอาหารเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงที่สุดภาคหนึ่งของโลก แรงกดดันในการส่งและขายสินค้าให้เร็วขึ้น สดขึ้น
และมีค่าใช้จ่ายในห่วงโซ่การผลิตลดลง มีมากขึ้นทุกวัน มาตรฐานใดบ้างที่จัดเป็น เครื่องมือ ที่ผู้ค้าปลีกสามารถนำไปใช้ บริษัท BVQi ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์มีโครงการสำคัญ 2 โครงการที่ดำเนินร่วมกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในยุโรป กล่าวคือ
- โครงการรับรองมาตรฐานการบริการ โครงการนี้จะทำให้สามารถรับรองคุณภาพการบริการของผู้ค้าปลีกเพื่อสร้างจุดเปรียบเทียบอ้างอิง (Benchmark)
ของระดับขีดความสามารถที่ต้องการ การรับรองมาตรฐานบริการสามารถกระทำตามมาตรฐานที่ตกลงร่วมกันหรือระหว่างร้านค้าปลีกที่มีตารางอันดับความสามารถ โดยสามารถมุ่งเน้นไปยังส่วนที่ถือว่าดีที่สุดในการบริการและสามารถนำไปทำซ้ำกับร้านค้าอื่นได้
- การตรวจสอบห่วงโซ่การผลิต โดยสินค้าอาหารจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมายก่อนที่จะนำขึ้นไปขายในห้างร้าน เช่น การตรวจสอบความสดและความสะอาดของอาหารทะเลที่กระทำกันในหลายขั้นตอนสำคัญในห่วงโซ่การผลิต ( ตั้งแต่การจับจนถึงขายในห้างร้าน ) เพื่อประกันว่าผู้ซื้อจะได้สินค้าในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้
มาตรฐาน HACCP
HACCP เป็นมาตรฐานอาหารปลอดภัยที่วางอยู่บนหลักการป้องกันความผิดพลาด จุดวิกฤติที่ต้องควบคุมถือเป็นจุดเชื่อมสำคัญในห่วงโซ่การผลิตอาหาร
ซึ่งถ้าขาดการตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิด อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
หลักการของ HACCP ประกอบด้วยการเคลื่อนย้าย การเตรียม และการเก็บสต็อกอาหารอย่างถูกต้องตามสุขลักษณะ
มีการกำหนดจุดวิกฤติเพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เชื้อโรค ราและยีสต์ และเพื่อกำจัดวัตถุและสารเคมีที่เป็นอันตราย มาตรฐาน HACCP
ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีในระดับสากล อย่างไรก็ตาม ในระดับท้องถิ่นยังมีการใช้มาตรฐานเฉพาะเช่นกัน ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี
อาทิเช่น Danish DS 3027:2002 ( เดนมาร์ก ) และ Dutch HACCP ( ฮอลแลนด์ ) นอกจากนี้ ยังมีเอกสารแนะนำ ISO 15161
ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ISO 9001 และ HACCP ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถสร้างระบบบริหารที่สอดคล้องกับทั้งสองมาตรฐานได้
ผู้ผลิตจำนวนมากขอรับรองมาตรฐาน HACCP เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบด้านสุขอนามัยอาหารของสมาคมยุโรปนั่นเอง
ISO 22000 มาตรฐานน้องใหม่แห่งวงการ
สำนักงานรับรองมาตรฐาน ISO กำลังเตรียมมาตรฐาน ISO 22000 ที่จะนำมาใช้กับอาหารสัตว์และกิจการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารคน มาตรฐานดังกล่าวเน้นไปที่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาระบบบริหารความปลอดภัยอาหารให้มีความชัดเจน สอดคล้องและสมบูรณ์ในระดับที่สูงกว่า
ระดับที่กำหนดไว้ในกฎหมาย โดยจะเป็นที่รวมของข้อกำหนดในมาตรฐานต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพื่อประกันความปลอดภัยของสินค้าตลอดเส้นทางห่วงโซ่อาหาร โดยเน้นไปที่การสื่อสารแบบอินเตอร์ แอคทีฟ ระบบบริหาร และการควบคุมอันตราย
การสื่อสารแบบอินเตอร์ แอคทีฟ
มาตรฐาน ISO 22000 จะกำหนดให้มีการวางแผนและดำเนินการให้มีการสื่อสารแบบอินเตอร์ แอคทีฟ อย่างต่อเนื่อง ( เช่น การหาข้อมูลเชิงรุก การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดเผยและต่อเนื่องกับลูกค้าสายตรง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือผู้ค้าปลีก ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
- ประกันว่ามีการกำหนดรายละเอียดการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของอาหารอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีกระบวนการควบคุมตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน โดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อาหารทุกราย
- ให้ข้อมูลและหลักฐานตามความต้องการของลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายในด้านความเป็นไปได้ ความจำเป็นและผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย โดยอาศัยข้อมูลจากการสื่อสารระหว่างลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย
ระบบบริหาร
ISO 22000 จะนำข้อกำหนดของ ISO 9001 มาพิจารณาเพื่อเพิ่มความเหมาะสมและประสิทธิภาพในการนำไปใช้ของมาตรฐานทั้งสอง
การควบคุมอันตราย
ระบบการควบคุมอันตรายที่มีประสิทธิภาพจะต้องเกิดจากการผสมผสานกันอย่างสมดุลระหว่างโครงการรับรองมาตรฐานที่จำเป็นต้องทำก่อนตามความประสงค์
ของลูกค้าและแผนจัดทำมาตรฐาน HACCP ที่ละเอียดครบถ้วน ซึ่ง ISO 22000 เป็นเสมือนจุดรวมระหว่างหลักมาตรฐาน HACCP และมาตรฐานเบื้องต้นอื่นๆ
( เช่น BRC และ IFS เป็นต้น ) โดยการใช้การวิเคราะห์อันตรายมากำหนด ยุทธ ศาสตร์ในการดำเนินมาตรการควบคุมอันตราย
ISO 22000 แยกมาตรฐานเบื้องต้นออกเป็นส่วนโครงสร้างพื้นฐานและบำรุง และส่วนปฏิบัติการ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดพื้นฐานด้านสุขอนามัยอาหาร
และการปฏิบัติที่ดีอย่างถาวร และเกี่ยวข้องกับการควบคุมหรือลดความเสี่ยงอันตรายในอาหารตามจุดที่ตรวจพบ ทั้งในตัวผลิตภัณฑ์เองและกระบวนการแปรรูป
ส่วน HACCP นั้นใช้สำหรับบริหารจุดวิกฤติที่ต้องกำจัด ป้องกัน หรือลดความเสี่ยงอันตรายในผลิตภัณฑ์ในจุดที่ตรวจพบระหว่างการวิเคราะห์อันตราย
ความท้าทายของ ISO 22000 อยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบธุรกิจทุกขั้นในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เป็นที่ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่ามาตรฐาน HACCP ท้องถิ่นระดับชาตินั้นจะถูกแทนที่โดย ISO 22000 อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ค้าปลีกจะยอมรับมาตรฐาน ISO 22000 หรือไม่ แต่สิ่งที่จะทำให้ ISO 22000 เป็นที่ยอมรับก็คือความเป็นสากลของตัวมาตรฐาน ซึ่งในภาวะที่มีการผลิตสินค้าจากแหล่งต่างๆ ออกสู่ตลาดสากลมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้มาตรฐาน ISO เดียวกันทั่วโลกย่อมก่อให้เกิดความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างดี
ความยืดหยุ่นในมาตรฐานอาหารและทิศทางในตลาดสากล
การที่จะระบุว่ามาตรฐานใดดีที่สุดนั้น จะต้องนำเงื่อนไขเหล่านี้มาพิจารณา
- มาตรฐานใดจะเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าของท่านมากที่สุด
- มาตรฐานใดสามารถทำให้ท่านบรรลุเป้าหมายสำคัญในด้านความปลอดภัยและคุณภาพอาหารได้ดีที่สุด
- มาตรฐานใดส่งเสริมธุรกิจของท่านและให้ต้นทุนห่วงโซ่การผลิตที่ดีที่สุด
- มาตรฐานใดที่ท่านสามารถให้องค์กรภายในประเทศดำเนินการได้พร้อมกับมีมาตรฐานการบริการระดับสูง
ในทุกกรณีจำเป็นต้องมีหน่วยงานรับรองท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต่อการทำงาน และมีความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นๆ การมีความยืดหยุ่นสูงจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของหน่วยงานรับรองมาตรฐาน
การเลือกหน่วยงานรับรองมาตรฐานท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้กระทั่งผู้ค้า ปลีกสหราช อาณาจักรที่รับผลิตภัณฑ์มาจากผู้ผลิตทั่วโลกยังต้องการให้การตรวจรับรองผู้ผลิตเหล่านั้นกระทำโดยผู้ตรวจรับรองที่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นและเข้าใจวัฒนธรรม
และจารีตประเพณีในท้องถิ่นนั้นได้ การใช้บริการหน่วยงานรับรองมาตรฐานที่มีความรู้ความเข้าใจถึงจุดร่วมระหว่างมาตรฐานต่างๆ มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะจะช่วยให้สามารถประสานมาตรฐานหนึ่งเข้ากับอีกมาตรฐานหนึ่งได้เป็นอย่างดี
|